News

กู้บ้าน

กู้เงินสำหรับที่อยู่อาศัย มีอะไรต้องรู้ อ่านดู ไม่ยากเลย

ถึงจุดหนึ่งในชีวิตของคนเรา ที่ต้องสร้างรากฐาน หาที่พักพิงไว้กินไว้นอน การซื้อบ้านหรือคอนโด ที่อยู่อาศัยสักแห่ง นับเป็นช่วงหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ แต่การเป็นเจ้าของบ้านสักหลัง มันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น ไม่สามารถจะเนรมิตขึ้นมาจ่ายให้ในทันทีได้ การกู้ยืม หรือการขอสินเชื่อ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้เอาไว้

ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวผมจะมาแชร์ทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการขอสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยให้อ่านกัน โดยจะพยายามใช้ภาษาง่ายๆ ให้เข้าใจตรงกันหมด

ก่อนอื่นเลย การกู้เงินซื้อบ้าน เรียกว่าการขอสินเชื่อบ้านนะครับ ซึ่งเงื่อนไขบางอย่างก็จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเงินหรือธนาคารที่ท่านต้องการจะกู้ด้วย แต่หลักๆจะมีความคล้ายคลึงดังนี้

  • ขอได้ไม่เกิน 70 % – 80 % ของราคาซื้อขายที่อยู่อาศัย
  • ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 30 ปี รวมอายุผู้กู้ยืมแล้วต้องไปเกิน 60-70 ปี ยกตัวอย่างเช่น เริ่มขอสินเชื่อตอนอายุ 50 แต่ขอผ่อนชำระ 30 ปี หมายความว่าจะผ่อนหมดตอนอายุ 80 ปี ไม่สามารถทำได้
  • การขอสินเชื่อมีค่าใช้จ่ายในการทำ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินหลักประกัน หรือการทำนิติกรรมอื่นๆ
  • ปริมาณเงินที่กู้ได้ ขึ้นอยู่กับธนาคาร และเงินเดือนของคุณด้วย เช่นเงินเดือน 15,000 บาทจะมีวงกู้สูงสุด 1,000,000 บาทเป็นต้น รวมถึงต่อให้คุณมีเงินเดือนดี แต่ประวัติทางการเงินไม่ดี หรือมีความเสี่ยงสูง ก็สามารถเป็นปัจจัยให้โดนจำกัดวงเงินได้

นี่เป็นรายละเอียดง่ายๆที่ต้องรู้ก่อนเริ่มการขอสินเชื่อ คราวนี้จะมาถึงเรื่องที่ยากขึ้นกันแล้วนะครับ หัวข้อต่อไป “ดอกเบี้ย” ครับ ดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อบ้านนี่เรียกได้เลยว่าคิดกันหัวหมุนพอสมควร และต้องมีส่วนของตัวเลขเข้ามาเกี่ยวด้วย

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวอักษรที่เราชอบเห็นกันในเรื่องราวธุรกรรมทางการเงิน หรือวงการเศรษฐศาสตร์บ่อยๆ

MLR หรือ Minimum Loan Rate                    อัตราดอกเบี้ยกลางที่ธนาคารมักใช้กับสินเชื่อเพื่อธุรกิจ

MOR หรือ Minimum Overdraft Rate                        อัตราดอกเบี้ยกลางที่ธนาคารมักใช้กับผู้กู้เงินเบิกเกินบัญชี

MRR หรือ Minimum Retail Rate                   อัตราดอกเบี้ยกลางที่ธนาคารมักใช้กับสินเชื่อรายบุคคล

 

โดยสำหรับดอกอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านนั้นจะใช้ตัว MRR เป็นตัวกลาง โดยอาจจะเจอตัวอื่นก็ได้ แต่โดยปรกติแล้ว ธนาคารจะใช้เพียง 3 ตัวนี้เท่านั้นแล้วอัตราสามรูปแบบจะรู้ไปเพื่ออะไร? อัตราดอกเบี้ยตาม MRR นั้นจะใช้เป็นหลักเกณฑ์ของดอกเบี้ยลอยตัวของสินเชื่อบ้าน โดยสินเชื่อบ้านจะมีรูปแบบดอกเบี้ยสองแบบดังนี้

  • ดอกเบี้ยแบบคงที่

ดอกเบี้ยแบบคงตัวเป็นเรื่องง่ายๆ กำหนดไว้เท่าไหน ก็อยู่ที่เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นดอกเบี้ยคงที่ 5% ก็หมายความว่าต่อให้ผ่อนชำระ 30 ปี ทุกทุกปีนั้นดอกเบี้ยก็จะคงที่อยู่ที่ 5% แต่โดยมากแล้วจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะธนาคารมักไม่ให้ดอกเบี้ยคงที่ตลอดไป มักจะเลือกให้เป็นช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เพราะสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ใจธนาคารเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องธรรมดา

  • ดอกเบี้ยแบบลอยตัว

มาถึงรูปแบบที่พบเจอกันเป็นปรกติแล้ว ดอกเบี้ยลอยตัวคือรูปแบบดอกเบี้ยที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสภาพเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงจิตใจผู้ผ่อนชำระแต่อย่างใด โดยแต่ละข้อเสนอก็จะมีอัตราเสนอแตกต่างกัน และอาจจะใช้ค่า MRR หรืออย่างอื่นก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยลอยตัว ปีแรก MRR -1% เป็นต้น

เอกสารและเงื่อนไขอื่นๆ ก็จะขึ้นตามแต่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เราเลือกใช้บริการ ก็ทำตามขั้นตอนไป

เรื่องที่ควรทราบเกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย

  • ดอกเบี้ยลอยตัวในช่วงปีแรกๆ หรือเรามักเรียกกันว่าช่วงโปรโมชั่น มักจะมีข้อเสนอราคาประหยัดมาให้ แต่เมื่อพ้น 2 ปี ถึง 3 ปี ไปก็จะมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม การรีไฟแนนซ์เพื่อหาสถาบันทางการเงินที่มอบดอกเบี้ยช่วงโปรโมชั่นให้ใหม่ จึงเป็นเรื่องปรกติที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว
  • การรีไฟแนนซ์เพื่อลดดอกเบี้ยนั้นควรจะทำการคำนวณให้ดีก่อน ว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์นั้นก็มีอยู่ และส่วนมากดอกเบี้ยลอยตัวจะใช้ระบบ MRR ทั้งหมด ดังนั้นหากเราเสียค่าใช้จ่ายในการทำรีไฟแนนซ์ไปแล้ว แต่ปีหน้าอัตรา MRR สูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยเท่ากับก่อนการรีไฟแนนซ์ แถมยังเสียค่านิติกรรมต่างๆไปแล้วด้วย ผมขอแนะนำให้ใช้งานตาราง http://athlons.blogspot.com/p/blog-page_50.html ของนาย Athlons Thunderbird ที่ให้รายละเอียดการคำนวณเรื่องการรีไฟแนนซ์ไว้ได้สมบูรณ์แบบ
  • การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นบ้านอย่างเดียว คอนโด บ้านมือสองก็ได้ รวมถึงการซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัยก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
  • การขอสินเชื่อไม่ใช่ว่าจะสามารถทำได้ทุกคน 100% ทุกคนมีโอกาสที่จะไม่ได้รับการอนุมัติด้วย เนื่องจากทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะตรวจสอบประวัติการใช้จ่าย รวมถึงเครดิตบูโร เป็นต้น หรืออาจจะได้รับวงเงินกู้ไม่เท่ากัน ในขณะที่ขอเท่ากัน ทำอาชีพเหมือนกัน ก็เป็นไปได้

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยากซับซ้อน ไม่มีอาจารย์มานั่งสอนเหมือนตอนเด็กๆ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เนอะ พลาดบ้าง เรียนรู้บ้าง อย่างน้อยๆก็จะได้จดจำไว้สั่งสอนลูกหลานต่อไป อย่ากลัวที่จะลงทุนทำอะไรใหญ่ๆ ขอแค่ศึกษาและเรียนรู้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Athlons Thunderbird ที่ร่วมให้ความรู้ไปกับเรา

ที่มา: finance.rabbit.co.th

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *